ประวัติหลวงพ่อ

          หลวงพ่อพบโชค ติสฺสวํโส ถ่ายภาพร่วมกับ คุณเฉิน เซียน เป่า บรรพชาอุปสมบทจากจังหวัดราชบุรี จนกระทั่งปี 2541 จำได้ว่าวันที่ 14 พฤศจิกายน 2541 จาริกแสวงธรรมมาจังหวัดเชียงราย วัดแรกที่เข้าพำนัก คือ วัดหนองยาว เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์ความเมตตาจากหลวงพ่อเจ้าอาวาส พักอยู่ได้ 7 วัน ได้ยินว่ามีวัดร้างจึงได้เดินทางเข้าจำพรรษาอยู่นานถึง 8 ปี จากนั้น ถึงคราวที่ต้องเริ่มสร้างบารมี เริ่มมีลูกศิษย์ลูกหามาขอความเมตตาช่วยเหลือ และแต่ละคนก็เริ่มประจักษ์ในอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ของครูบาอาจารย์ จึงได้ตัดสินใจย้ายวัดมาอยู่ที่วัดปัจจุบัน คือ วัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยการแนะนำจากพระครูวิจิตรปัญญาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลริมกก และ พ่ออุ้ยผัด ศรีกุณา และคณะศรัทธาญาติโยมห้วยปลากั้ง และที่ลืมไม่ได้คือโยมเหมียว ที่เชียร์และลุ้นให้มาเต็มที่ เดินทางมาถึงวัดห้วยปลากั้ง วันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น คณะศรัทธาและลูกศิษย์มาส่งหลายร้อยคน อาตมาประชุมชาวบ้าน แนะนำตัวแล้วก็รับปากอย่างเดียวคือ จะทำให้พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่นี่
         ด้วยใจมุ่งมั่นรับใช้ต่อพระศาสนา จึงยอมทนเหน็ดเหนื่อยกับการรับแขก ญาติโยมกระจายกว้างไปเรื่อยๆ หลายจังหวัดจนเป็นที่รู้จัก ?พระอาจารย์พบโชค? ใหม่ๆ ก็นึกอายเป็นพระหมอดู หลายคนก็ดูถูกดูแคลน ท้อใจหลายครั้งจะเลิกหลายหนแต่ก็ทนเพื่อให้สู่จุดหมายที่คิดไว้ อาตมา รู้ การ ดูดวงเป็นเพียงเปลือกกระพี้ของศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่แก่น แต่ ตราบใดที่ต้นไม้ยังต้องมีเปลือกกระพี้หุ้มแก่นจึงเติบโต ศาสนาก็เช่นกัน อาตมาจึงยิ่งทำมากขึ้น ประกอบกับครูบาอาจารย์ (หลวงปู่ทวด ฤๅษีองค์ดำ ? องค์ขาว) ท่านได้ช่วยศิษย์มากหน้าหลายตาให้ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมหัศจรรย์และด้วยความมีวินัยทางการเงิน ซื่อสัตย์ต่อศาสนา จำสำนักสงฆ์ห้วยปลากั้งที่มีเพียงศาลาเล็กๆ ก็เริ่มสร้างกุฏิเล็กๆ ให้พระอยู่ จาก1 เป็น 2 จนกระทั่งครบ 9 หลัง เป็นที่พำนักของพระเณรและพราหมณ์ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี เก็บเล็กผสมน้อยจากเงินขันครูดูดวง 5.25 บาท จากนั้นก็สร้างถนนหน้ากุฏิแล้วก็เริ่มสร้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่ กว้า 12 ยาว 32 เมตร โดยมีท่านธงชัย-คุณนายแน่งน้อย ศรีดามา เป็นผู้อุปถัมภ์หลัก ท่านช่วยเหลือจนสร้างสำเร็จและขออนุญาตใช้ชื่อสกุลเป็นชื่อของศาลา
        ปัจจุบันศาลาศรีดามาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ทั้งเป็นที่ปฏิบัติธรรมและพำนักพักอาศัยของญาติโยม จากนั้นการท่าเรือแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยสร้างแท็งก์น้ำ ? หอฉันจนสำเร็จ และกุฏิเจ้าอาวาส 3 ชั้น ได้รับการอุปถัมภ์จากคุณชาคริส กาจกำจรเดช นักธุรกิจจากกรุงเทพฯ จากเดิมที่ดูดวงวันละเป็น 100 คน เมื่อนานไปถึงปี 2550 คนเริ่มน้อยลง อาตมามีเวลาในการปฏิบัติกิจทางศาสนามากขึ้น มีเวลาบำเพ็ญมากขึ้น วัดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จำได้ว่า วันแรกที่มาจำวัดนี้ นิมิตฝันเห็นบนดอยลูกนี้เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่สูงมาก แต่เห็นเป็นชั้นๆ คนเดินขึ้นได้มี 9 ชั้น สวยงามมาก เก็บความคิดนีไว้ในใจ จนกระทั่งมีวิศวกรจากกรุงเทพฯมานั่งดูดวง ดูเสร็จเขาถามว่าจะสร้างอะไร ก็บอกว่าจะสร้างเจดีย์เป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วเป็นชั้นๆ 9 ชั้น แล้วมีเจดีย์เล็กๆ 12 ราศี ล้อมรอบบอกเท่านี้จริงๆ อีก 7 วันต่อมา มีคนถือรูปเจดีย์เป็นภาพสีแต่งโดย Computer อาตมาเห็นแล้วขนลุกทั้งตัว คือภาพในนิมิตอย่างไงอย่างนั้นเลย นอนฝันไปหลายเดือนอยากจะสร้างเจดีย์แบบนี้ให้คนกราบไหว้ ลูกศิษย์ชื่อ พ.ต.ท. สีหนาถ นิลสุข (สารวัตรโป้ง) มักแซวบ่อย ๆ ว่ากุ้มใจไม่มีเงินสร้างเจดีย์ แต่ก็จริงจนกระทั่ง คุณ เฉิน เซียน เป่า นักธุรกิจชาวใต้หวัน ขึ้นมาเที่ยวบนวัดและดูดวง เกิดคุยกันถูกคอ เขาถามจะสร้างอะไร เอารูปให้เขาดู เขาสนใจ นิมนต์อาตมาไปโรงแรมดุสิตที่พักของเขา แล้วก็บอกว่าเป็นบุพเพวาสนาที่ได้เจอกัน เคยทำบุญมาแต่ชาติปางก่อน แล้วจะสนับสนุน แล้วเขาก็สนับสนุนเงินก้อนแรก 1 ล้านบาท แล้วก็เริ่มตอกเสาเข็ม วันที่ 26 เมษายน 2550 โดยให้ชาวบ้านในชุมชนเป็นใหญ่ เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ และมีท่านพลเอก ปิติ กัมพูพงค์ มาร่วมงาน ชาวบ้านและศิษย์มาหลายร้อยคน ที่ลืมไม่ได้ คือ ผบ.ธนสิทธิ์ พานิชวงษ์ เสาหลักในการนำสายบุญเข้าวัดโดยตรงจากนั้นก็มีคณะศรัทธาญาติโยมเข้าร่วมทำบุญสร้างพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นภาพปัจจุบัน และใช้เงินงบประมาณไปแล้วประมาณ 20 ล้านบาทเศษ ยังขาดปัจจัยอยู่มากในการสร้างมหาเจดีย์
         และสิ่งที่แปลกก็คือ อาตมาสังเกตว่าผู้มีบารมีหรือบุญเท่านั้นจึงมาร่วมสร้างเจดีย์นี้ คนรวยหลายคนเห็นแล้วเขาก็เฉย ๆ แต่หลายคนเห็นเจดีย์เกิดวิบัติ ทำบุญทำแล้วทำเล่า แล้วก็จะทำทุกชั้น เจดีย์ดวงนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก หลายคนคงสัมผัสได้ ปัจจุบันสร้างถึงชั้น 7 (ก.พ. 52) และก็สร้างเรื่อย ๆจนถึงทุกวันนี้